"Dead Poet Society", "Touch of Pink","TransAmerica", "The Joy Luck Club", "My Big Fat Greek Wedding","What Dreams May Come","Always: Sunset on the Third Street", "The Love of Siam", "The Namesake", "stranger than Fiction."
Favorite TV Shows
"Dae Jung Gum"
Favorite Books
Win Lyowarin's works,Diasporic and Postcolonial Literary works,All satirists' works, and Writings on Queer
Favorite Quote
"People get hurt in books, people get hurt in real life." (from Alex & Emma)
ในพจนานุกรมฉบับราชบํณฑิตยสถานได้บัญญัติคำว่า Carpe Diem เป็นภาษาไทยว่า “ทินธร” น่จะหมายถึงทำให้วัน (เวลา) คงอยู่ Carpe Diem เป็นภาษาละตินที่อาจแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า seize the day หรือฉวยวันเวลาไว้ อะไรทำนองนั้น
เรารู้จัก Carpe Diem ครั้งแรกจากการชมภาพยนตร์เรื่อง Dead Poet Society รู้สึกว่าจะตอนอยู่ปี 3 ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นที่คณะอักษรฯ มีฉายหนังและเสวนาด้วยตอนเย็น ถ้าจำผิดก็อาจจะได้ดูจากวีดีโอในหอสมุดฯ สักอย่าง เมื่อปีก่อนก็ได้ดูอีกครั้งตอนที่นิสิตในวิชาการตีความวรรณคดีเลือกเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษา และล่าสุดคือจากนิตยสารไบโอสโคปที่ทำฉบับพิเศษครบรอบ 20 ปีของภาพยนตร์เรื่องนี้ใน Dead Poet Society ครูคีตติ้งสอนให้เด็กหนุ่มแสวงหาและทำตามความฝันของตนเอง และด้วยวัยมัธยมฯของพวกเขา การแสวงหาอาจมีกระบวนการเฉพาะและนำไปสู่สิ่งที่ไม่มีตัวละครตัวใดในเรื่องคาดถึง (ไม่สปอยเห็นปะ) สำหรับเรา หนังเรื่องนี้ไม่ถึงขนาดส่งอิทธิพลอะไรมหาศาล เพราะในอดีตเราไม่ใช่วัยรุ่นประเภทนั้นอยู่แล้ว ติสต์แตกตามหาฝัน ค้นหาตัวตน บลาๆๆ แบบที่ต้องไปร้องเพลงไปเต้นรำ ไปเป็นวัตถุที่ถูกคนทั้งชาติเสพต่างความบันเทิง เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร และเดินตามเส้นทางของสิ่งนั้นเรื่อยมา ตั้งคำถามกับมันบ้างเล็กน้อย ตอนเรียนปี 4 เทอม 1 และตอนเรียนป.โทในปีแรก การเดินมาตามเส้นทางทั้งหมดที่กล่าวมาน่าจะเป็นCarpe Diem ในแบบของเรา มันไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบการก่อตั้งนิตยสารเด็กแนว การออกไปรักษาช้างป่า การมองชีวิตในแง่ดีอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างที่คนสังคมไทยในปัจจุบันบูชา (ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่ดีนะ) แต่ช่วงนี้เซ็งๆอะCarpe Diem ไม่ค่อยออก งานก็เลยไม่เสร็จ พองานไม่เสร็จก็กังวล พอมีความกังวลอารมณ์ไม่แจ่มใสก็คิดไม่ออก (นี่มันวงจรอุบาทว์หนิ)ความเบื่อ ความเซ็ง ความเหงา นี่เขาบอกว่าเป็นอารมณ์ร่วมสมัย โดยเฉพาะในวิถีนาคร (คือพวกที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง) เราต้องใช้การบริโภคเพื่อคลายความเซ็ง ความเหงา นั่นคงเป็นสิ่งที่เราทำอยู่ ดูดีวีดีแทนที่จะนั่งลงเขียนงาน เห็นชัดๆอยู่แล้วว่าไม่มีข้อแก้ตัวกับตัวเองที่จะไม่ทำงาน เพราะสิ่งอื่นทีทำมันไร้สาระมากกว่างานที่ควรจะทำ จากวันนี้ไปจะต้องจดจ่อแล้ว ต้อง Carpe Diem ถ้าสิ้นชีวิตไปก่อนที่งานจะเสร็จสงสัยจะแย่ ในทางกลับกัน การที่ทำงานไม่เสร็จก็อาจทำให้สิ้นชีวิตได้เช่นกัน 55+
คืนนี้นอนหลับฝันหวานนะคับ อิอิ